วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 5 ค่านิยม12ประการ

ใบงานที่ 5 ค่านิยม12ประการ
ที่มา http://www.slideshare.net/sobkroo1/12-39375055

ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ 

ที่มา https://sites.google.com/site/zinenisa1002/kha-niym12prakar

1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 

2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม 

3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ 

4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม 

5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม 

6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน 

7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง 

8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่  


 9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี 

11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออ านาจฝ่ายต่ า หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา 

12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง          



ที่มา https://sites.google.com/site/zinenisa1002/kha-niym12prakar
ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.facebook.com/kiddyapps

เพลงค่านิยม 12 ประการ - รวมศิลปินจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
ทึี่มา https://www.youtube.com/watch?v=H9891PGJl6Y


การ์ตูนค่านิยม 12 ประการ

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=G9FA1w5WAkw

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 4 พรบ.คอมพิวเตอร์


ใบงานที่ 4 พรบ.คอมพิวเตอร์

ที่มา  https://nunnaputrailway.files.wordpress.com/2012/10/brn_com_2550new1.jpg


พรบ. คอมพิวเตอร์ 2550
ที่มา  http://mind42.com/public/705d8114-f5c7-4561-85c1-6e79ae943800
  

         พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น มีความสำคัญและเกี่ยวข้องอย่างมากกับวงการคอมพิวเตอร์ เพราะปัจจุบันคอมพิวเตอร์นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราโดยเข้ามาเกี่ยวข้องและมีบทบาทในหลายๆ ด้าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไอทีอย่างเราๆ ท่านๆ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อให้ทราบถึงกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้ตั้งใจ ในที่นี้จะเป็นการสรุปประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้เป็นหลัก สำหรับรายละเอียดทั้งหมดนั้นสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (http://www.mict.go.th) หรือ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ๒๕๕๐ ณ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐

statute-offense-compute-crime-2550

ที่มา  http://www.it24hrs.com/2013/statute-offense-compute-crime-2550/ http://www.amnathos.go.th/row.html

• มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

• มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

• มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

• มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

• มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
• มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


• มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท


Reading email cartoon• มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ 
หรือมาตรา ๑๐
(๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือ ในภายหลังและไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาทถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี

• มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)
• มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา http://www.nongit.com/windows/computer-act/

ขอขอบคุณรูปภาพจาก
http://goodguytw.org/
http://www.wpthm.com/stockphotos/cartoon-man-red-user
http://www.lexisnexis.com/legalnewsroom/criminal/m/mediagallery/188.aspx
http://nexusconsultancy.co.uk/how-to-email-large-files/
http://blog.kentuckycenter.org/.a/6a00e553e482068834016767298e84970b-popup



ที่มา https://chaiwat31.files.wordpress.com/2014/08/infographic-kruchaiwat02.jpg

พฤติกรรมบนโลกออนไลน์ที่เสี่ยงคุกจากพรบ.คอมพิวเตอร์


ความรู้ พรบ. คอมพิวเตอร์ MICT

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=OdMqYTnBmX8



วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 3 บทความและสารคดี

ใบงานที่ 3 บทความและสารคดี

วิธีเลือกแบบทรงผมให้เหมาะกับรูปหน้า และเส้นผม


               เชื่อว่าใครๆ ก็ต้องอยากดูดี และคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ทรงผม” มีส่วนอย่างยิ่งที่ทำให้เราดูดี และการตัดผมหรือการเปลี่ยนทรงผมนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือบุคลิกภาพที่ง่ายที่สุดเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าทรงผมจะมีส่วนทำให้เราดูดีขึ้น แต่ถ้าหากคุณเลือกทรงผมไม่เป็นก็อาจจะทำให้ดูหมองหรือสูญเสียความมั่นใจไปเลยก็ได้ค่ะ เช่น คนที่ตัดผมสั้นทรงเดียวกัน อีกคนตัดผมออกมาแล้วดูดี แต่กับอีกคนดูเด๋อแปลกๆไป ซึ่งวิธีการเลือกตัดทรงผมหรือแบบทรงผมต่างๆนั้น สิ่งสำคัญที่คุณควรคำนึงถึงในอันดับแรก ๆ เลยก็คือ “รูปหน้า” ดังนั้นวันนี้ เราจึงได้นำเคล็ดลับดีๆ วิธีเลือกแบบทรงผมให้เข้ากับรูปหน้า และลักษณะเส้นผมมาฝากค่ะ ที่จะมีส่วนอย่างยิ่งในการตัดสินใจในการเลือกทรงผมของคุณผู้หญิงให้ดูดี ดูสวยโดดเด่นมากยิ่งขึ้นค่ะ



เลือกทรงผมต้องดูลักษณะเนื้อผมประกอบด้วย!!
  • ถ้าผมลีบบางมาก ควรเลือกทรงผมที่สั้นหน่อย เพราะจะช่วยทำให้ผมดูหนา มีน้ำหนักยิ่งขึ้น
  • สาวๆที่ผมหนามากๆ จะเหมาะมาก กับทรงผมที่สไลซ์เล่นระดับค่ะ
  • ถ้าสาวที่ดัดผมหยิก เป็นคลื่นลอนเล็กน้อยถึงปานกลาง ไปจนกระทั้งลอนรุนแรง ควรสไลซ์เล่นระดับ ควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยให้ดูสวย ไม่หนาหนักจนเกินไปค่ะ
  • ถ้าคุณเป็นคนหน้าแคบ คุณควรจะไว้ผมยาวระดับกลาง ๆ พร้อมกับซอยไล่ระดับ ผมยาวระดับไหล่จะสร้างกรอบหน้าให้คุณดูสวย ในขณะที่ผมซอยไล่ระดับจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ดูสมดุลกับใบหน้าเรียว ๆ ของคุณ
  • ถ้าคุณเป็นคนคอสั้น ควรอย่างยิ่งที่จะไว้ผมยาว ทรงผมที่สั้นมาก ๆ จะทำให้เน้นเห็นคอสั้นมากยิ่งขึ้น



วิธีเลือกแบบทรงผมให้เหมาะกับรูปหน้าตัวเอง


โดยทั่วไปแล้ว “รูปหน้า” ของคนเรานั้น สามารถจำแนกได้เป็น 7 ประเภทหลักๆ คือ ใบหน้ารูปไข่ใบหน้ากลมใบหน้าสี่เหลี่ยมใบหน้ายาวใบหน้ารูปหัวใจใบหน้าเพชรใบหน้าสามเหลี่ยม แต่ในบางที่ชื่อเรียกลักษณะรูปหน้าอาจแตกต่างกันไป จึงอาจทำให้เราสับสนได้ โดยรูปหน้าแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันดังนี้ค่ะ
1. รูปหน้าไข่
สาวที่มีรูปหน้านี้ ถือว่าโชคดีมากค่ะ เพราะเป็นใบหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด สามารถหาทรงผม ที่เข้ากับรูปหน้าได้ง่าย และหลากหลาย ไม่ว่าจะสั้นจะยาว ตัดผมทรงไหนก็ได้ทั้งนั้นผมยาว ผมประบ่า ผมสั้น สกินเฮด, บ๊อบ, สไลด์ ได้หมดทุกทรงค่ะ แต่แบบที่สวยโดนใจสุดๆ คงต้องเป็นผมสไลส์ไล่ระดับ ในช่วงใดของใบหน้า ที่อยากให้คนอื่นมอง เช่น สไลซ์ใกล้โหนกแก้ม ริมฝีปาก หรือ คาง 

ควรหลีกเลี่ยง: 
ผมสั้นสไลซ์ไล่ระดับ ที่เพิ่มความสูงให้กับส่วนบนของศีรษะ เพราะจะทำให้ใบหน้าดูยาวไปค่ะ

2. รูปหน้ากลม


- สาวหน้ากลม มีคางสั้น บางครั้งก็มีแก้มแถมมาด้วยทำให้ความกว้างและความยาวของใบหน้าดูเท่าๆ กันไปหมด ทรงผมที่เข้ากับสาวหน้ากลมควรเป็นทรงผมที่เพิ่มความสูงให้ศีรษะและเล่นระดับจากด้านบนศีรษะลงมาด้านล่างเพื่อเป็นการถ่ายเทน้ำหนักและความอวบกลมของใบหน้าให้กระจายออกไป ส่วนผมข้างๆ ไม่ควรปล่อยให้ฟูเพราะจะยิ่งทำให้ใบหน้าดูกลมเข้าไปใหญ่ ทำผมเรียบๆ หรือจะปล่อยยาวตรงลงมาแล้วเหน็บไว้ข้างหูจะดีกว่าค่ะ

- เหมาะกับทรงผม ที่มีความยาวเลยคางลงไป และทรงผมที่ เล่นระดับจากศีรษะด้านบน ลงด้านล่าง ซึ่งจะช่วยถ่ายเทน้ำหนัก และความกลมตันของใบหน้าให้เฉลี่ยออกไปด้านข้าง ทรงผมที่สวยน่ารัก คือผมดัดลอนอ่อนๆตั้งแต่ช่วงปลายติ่งหูลงไป สไลซ์ให้ยาวระดับไหล่

ควรหลีกเลี่ยง:
- อย่าไว้ทรงผมดัดหยิกลอนเล็ก ที่มีความยาวระดับคาง ผมแสกกลาง อย่ารวบผมตึง หรือตัดผมเสียจนสั้นจู๋ เพราะจะยิ่งทำให้หน้ากลมมากขึ้น และอย่าทำผมเคลียข้างแก้ม

- ไม่ใช่ว่าสาวหน้ากลมห้ามรวบผมตึง โดยเด็ดขาดนะคะ เพราะสาว Christina Ricci ทำให้ดูแล้วว่า ถ้าต้องการรวบผมตึง มีเทคนิคยกช่วงบนให้สูง คือ การตีโป่งผมช่วงบน แบบทันสมัย เพียงเท่านี้ ก็ทำให้สวยเลิศเชียวละค่ะ


3. รูปหน้าสี่เหลี่ยม หรือรูปหน้าเหลี่ยม


- สาวที่มีลักษณะหน้าผากกว้าง โหนกแก้มเยอะ หรือคางปาด ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นเป็นรูปเหลี่ยมชัดเจน แบบผมสำหรับหน้าทรงนี้ต้องทำให้หน้าดูซอฟท์ลง การแสกข้างสามารถจะช่วยได้ รวมถึงการสไลด์ไล่ระดับตามผมกรอบใบหน้าด้านข้าง (เพื่อปิดขากรรไกร ไล่ลงมาด้านล่าง) หรือดัดปลายผมเป็นลอนอ่อนๆ ก็จะช่วยทำให้ใบหน้าดูนุ่มนวลขึ้นได้ค่ะ 


- ถ้าเป็นผมสั้น ก็ควรซอยหรือสไลด์ให้ดูน้อยลง ปลายแหลมๆ จะช่วยให้คางดูเรียวขึ้น และมีความยาวระดับไหล่จะเป็นทรงที่เหมาะกับคุณมากที่สุด เพื่อช่วยอำพรางรูปหน้าให้เรียวขึ้น

- ทรงผมที่เหมาะกับคุณควรมีความยาวระดับไหล่ลงไป ผมดัดลอนใหญ่หรือเป็นคลื่นแบบธรรมชาติดูจะเหมาะกับคุณมากกว่าผมตรงธรรมดา เพราะจะดึงความสนใจให้คุณดูมีแก้มมากขึ้น และต้องพยายามสไลด์ผมให้บางหน่อย

ควรหลีกเลี่ยง:
ผมบ๊อบตัดตรง หรือผมสั้นระดับคาง หรือผมม้าตรงทื่อๆ เพราะมันจะยิ่งเน้นบริเวณช่วงกราม ให้เห็นเหลี่ยมมุมของใบหน้าเด่นชัดยิ่งกว่าเดิมค่ะ


ดาราคนดังที่มีใบหน้าเหลี่ยม: Angelina Jolie และ Sandra Bullock    


4. รูปหน้ายาว หรือหน้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
- เป็นรูปหน้าที่ผสมผสานใบหน้าแบบรียาวและสี่เหลี่ยม มีปัญหาเรื่องคางปาดแบบสี่เหลี่ยมแต่ทว่ามีความยาวของรูปหน้ามาช่วย ซึ่งคุณสามารถอำพรางคางเสริมแก้ม ด้วยทรงผมดัดเป็นลอนอ่อนๆ (แบบลอนใหญ่หรือคลื่นกว้างๆ) ถึงปานกลาง ก็สามารถเพิ่มความกว้างให้ศีรษะได้ค่ะ


- หากเป็นผมตรง ควรเพิ่มความกว้างของใบหน้า ด้วยไว้ผมหน้าม้า หรือซอยปรกหน้าเล็กน้อย หรือผมแสกข้าง

- ผมสั้นที่เหมาะกับรูปหน้าคือ ทำผมบ็อบความยาวระคาง หรือซอยสไลซ์ไล่ระดับผมถึงบริเวณคาง ก็เป็นอีกทรงที่เหมาะกับสาวหน้ายาวทั้งหลาย เพราะจะช่วยทำให้ใบหน้าของคุณดูอิ่มขึ้น และไม่ควรไว้ผมยาวมากเกินไปหรือตัดผมให้สั้นมากเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้ใบหน้าดูยาวค่ะ

ควรหลีกเลี่ยง: 
ทรงผมสั้นสไลซ์ที่สั้นเกินไป หรือที่เน้นน้ำหนักช่วงบนศีรษะ เช่น ตีโป่งด้านหน้า อันนี้ไม่ควรทำค่ะ เพราะจะเน้นให้ใบหน้าดูยาวยิ่งขึ้นค่ะ




ดาราคนดังที่มีใบหน้ายาว หรือหน้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า: Liv Tyler และ Sarah Jessica Parker    




5. ใบหน้ารูปหัวใจ
- สาวที่มีรูปหน้าแบบนี้ คือจะมีส่วนบริเวณหน้าผากและแก้มกว้าง ส่วนขากรรไกร ปลายคางค่อนข้างแหลมและแคบ ดังนั้นเพื่ออำพรางบริเวณดังกล่าว ผมม้าตัดตรงตามแนวหน้าผาก ส่วนบริเวณด้านหลังจะตัดบ๊อบแนวตรง, สไลด์สั้นความยาวบริเวณบ่า รับรองเป็นทรงที่ตัดออกมา รับกับใบหน้าคุณมากที่สุด


- ถ้าต้องการตัดผมสั้น ควรให้ผมด้านบนยาว และสไลซ์ให้ดูเบา อย่าง ผมหน้าม้าปาดข้างที่ออกจะฮ็อตฮิตอยู่ สาวๆผมสั้นทรงนี้จะดูเปรี้ยว เฉี่ยว ทันสมัย ไฮโซววว์มากๆค่ะ



- ถ้าอยากไว้ผมบ็อบระดับคาง หรือเคลียไหล่ เหมาะกับทรงผม ที่เซ็ตปลายสะบัด หรือสไลซ์ปลาย เพราะจะช่วยไม่เน้น ให้คางดูแหลมมากนักค่ะ



- ถ้าชอบผมยาว จะดูสวยโดดเด่นเป็นพิเศษ กับทรงผมดัดคลื่นลอนอ่อนๆ เพราะบดบังความสูงของโหนกแก้ม และพรางตาไม่ให้คางเล็กแหลม จะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนหวานมากยิ่งขึ้นค่ะ



ควรหลีกเลี่ยง:

ผมม้าตัดตรง เพราะจะเน้นใบหน้าช่วงล่างทั้งคาง และโหนกแก้มให้ชัดเจนมากไปค่ะ ส่วนการสไลซ์ที่ตัดหยาบๆ ไม่บางเบา ก็จะทำให้โครงใบหน้าเราดูแข็งค่ะ





6.ใบหน้ารูปเพชร

 
- เป็นสาวที่มีรูปหน้ายาว เล็กมีช่วงโหนกแก้มค่อนข้างกว้าง ในขณะที่หน้าผากและคางแคบ (ตรงกันข้ามกับรูปหน้าทรงหัวใจ) หัวใจสำคัญของทรงผมสาวๆ หน้ารูปสามเหลี่ยม คือ ต้องหาทรงผมที่ช่วยพรางโหนกแก้มได้รวมทั้งเพิ่มความกว้างของหน้าผากไปด้วยเช่นกัน

- ควรทำผมหน้าม้าที่ซอยสไลซ์ แล้วปัดไปด้านข้าง การซอยสไลซ์ผมช่วยเพิ่มน้ำหนักของผมช่วงหน้าผากจนถึงบริเวณใบหู เพื่อสร้างความสมดุลให้กับใบหน้า ส่วนบริเวณช่วงกรามหรือคาง ให้งุ้มผมเข้ามาช่วยปกปิดความกว้าง

ควรหลีกเลี่ยง: 
อย่าพยายามเพิ่มความสูงของทรงผมบนศรีษะ ด้วยการทำผมสไลซ์ไล่ระดับที่เพิ่มความสูงให้กับส่วนบนของศีรษะ เพราะจะทำให้ใบหน้าดูยาวจนเกินไปค่ะ ถ้าผมยาวระดับปลายคาง อย่าพยายามไดร์ฟผมช่วงปลายคางให้ชี้บานออกไป เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ช่วงกรามของคุณดูกว้างขึ้นค่ะ


7. รูปหน้าสามเหลี่ยม หรือหน้ารูปลูกแพร หรือหน้ารูปหัวใจกลับหัว

- สาวหน้ารูปลูกแพร์ คือ คนที่มีหน้าผากค่อนข้างแคบ (มีหน้าผากแคบกว่าช่วงกราม) และกว้างขึ้นเรื่อยๆจากหน้าผากลงไปจนถึงคาง และมีคางเล็กกลม ทรงผมที่เข้ากับรูปหน้าแบบนี้ควรเป็นผมที่ทำแล้วช่วยหลอกตาว่าส่วนหน้าผากมีความกว้างกว่าหรือพอๆ กับช่วงกราม โดยเลือกทรงที่เพิ่มความกว้างให้กับหน้าผากและช่วงขมับนั่นเอง

- ผมบริเวณศีรษะด้านบนควรซอยให้ดูบางหรือน้อยกว่าที่อื่น และพรางช่วงหน้าผากหรือแก้มส่วนบนด้วยหน้าม้าเช่นเดียวกัน


*** สำหรับสิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกทรงผม สุดท้ายก็คือความมั่นใจนั่นเอง ไม่ว่าจะตัดทรงผมแบบไหน แบบทรงผมอะไร ขอเพียงคุณมีความมั่นใจ แค่นั้นก็มากพอแล้วค่ะ หวังว่าบทความนี้ คงจะเป็นประโยชน์ให้กับสาวๆที่กำลังคิดจะเปลี่ยนทรงผม และมองหาแบบทรงผมใหม่ๆ อยู่นะจร้า ขอให้ได้แบบทรงผมและเปลี่ยนทรงผมได้ถูกใจกันทุกคนค่ะ

เรียบเรียงข้อมูลโดย : ทรงผมหญิง.blogspot.com
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : meedate.com และ beauty.yopi.co.th
ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆ จากอินเตอร์เน็ต



Hair Care : เลือกทรงผมให้เหมาะกับรูปหน้า (ตอนที่1)
ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=NFMRY8mgaX0


Hair Care : เลือกทรงผมให้เหมาะกับรูปหน้า (ตอนที่ 2)

ที่มา :https://www.youtube.com/watch?v=xLKYdUKV3k8

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 2 ความรู้เรื่องบล็อก

ใบงานที่ 2 ความรู้เรื่องบล็อก



การถือกำเนิดของ Weblog / Blog

ที่มา https://www.elegantthemes.com/blog/tips-tricks/how-to-improve-your-blog-writing-skills
          สำหรับคำว่า Weblog มาจากคำว่า Web หรือเว็บไซต์ และคำว่า Log ซึ่งหมายถึงสมุดที่บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เมื่อรวมกัน ออกเสียงควบเป็นเว็บ - บล็อก หรือเรียกสั้น ๆ ว่า บล็อก นั่นเอง ดังนั้นบล็อก ( Blog ) จึงหมายถึงเว็บไซต์ส่วนตัวที่ผู้ทำเขียนเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ตามใจชอบ คล้าย ๆ กับไดอารี่ออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอยู่พักหนึ่ง สิ่งที่ทำให้เว็บบล็อกเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ก็เพราะว่าเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการสร้างเว็บไซต์ส่วนตัว ไม่ต้องมีความรู้ทางเทคนิคมากมาย สามารถสร้างได้ง่าย

ความหมายของเว็บบล็อก
ที่มา http://www.wix.com/blog/2014/10/creating-blogs-with-wix/

          บล็อก ( Blog) หรือ เว็บบล็อก ( Weblog) เป็นเว็บไซต์สำหรับเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวประจำวันเพื่อสื่อสารความรู้สึกนึกคิด มุมมอง ประสบการณ์ ความรู้ และข่าวสาร ในเรื่องที่ผู้เขียนท่านหนึ่งๆ ( Blogger) สนใจโดยเฉพาะ ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้บล็อกต่างกับเว็บบอร์ด และเนื่องจากความจริงใจและอิสระทางความคิดที่สื่อสารออกไป ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน ลักษณะของบุคคลที่หนึ่ง เป็นการบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของผู้เขียนได้เป็นอย่างดีทีเดียว จึงทำให้บล็อกเป็นสื่อที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในนานาประเทศ
          บล็อกโดยทั่วไปแล้ว มักจะมีการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ มากมาย ซึ่งนอกจากข้อความที่เขียนลงไปแล้วก็ได้มีการแทรกรูปภาพ ลิงค์ ( Link ) ไปยังบล็อกอื่นๆ เว็บเพจและมีเดียอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ในแต่ละ Blog จะมีความสามารถแตกต่างกันออกไปบางที่อาจมีการแทรกไฟล์ภาพทางด้านศิลปะ (artlog) , รูปภาพ (photoblog), sketchblog, วีดีโอ (vlog), เพลง (MP3 blog), ออดิโอ (podcasting) ส่วนผู้ที่สร้างบล็อกหรือเจ้าของบล็อกจะเรียกว่า Blogger




โครงสร้างของบล็อก



1. ชื่อบล็อก (Blog Title)
2. แท็กไลน์ (Subtitle หรือ Tag line) : คำจำกัดความของเว็บ หรือสโลแกนเก๋ ๆ ที่ใช้อธิบายถึงตัวบล็อกโดยรวม โดยตัวแท็กไลน์นี้จะมีหรือไม่ก็ได้ 
3. วันที่และเวลา (Date & Time Stamp) 
4. ชื่อบทความ (Entry Title) : ชื่อเรื่องของบทความที่เขียนในบล็อก 
5. ตัวเนื้อหาบทความ (Entry’s Main Body) : อาจเป็นตัวหนังสือ หรืออาจเป็นรูปภาพ วีดีโอ หรือ อนิเมชั่น เป็นต้น โดยส่วนประกอบเหล่านี้จะรวมเป็นส่วนเนื้อหาของบทความ 
6. ชื่อผู้เขียน (Blog Author) 
7. คอมเม้นต์ (Comment tag) : เป็นลิงค์ที่ให้ผู้อ่านคลิกไปเพื่อกรอกคอมเม้นต์ให้กับบล็อกนั้นๆ ได้

วิธีสร้างบล็อก




การตกแต่งบล็อกให้สวย







การใช้งานบล็อก

Blog ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ทำBlog เป็นเว็บไซด์ส่วนตัว เพื่อแชร์ข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้อื่นๆ เช่น บันทึกไดอารี่







ข้อดีและข้อเสียของบล็อก

ข้อดี
ที่มา http://www.bloggerdicas.com/2015/01/Porque-Blogger-e-a-melhor-maneira-de-fazer-dinheiro-online.html

          ผู้ใช้งานบล็อกจะแก้ไขและบริหารบล็อกผ่านทางเว็บบราวเซอร์เหมือนการใช้งานและอ่านเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีรูปแบบบริหารบล็อกที่แตกต่างกัน เช่นบางระบบที่มีบรรณาธิการของบล็อก ผู้เขียนหลายคนจะส่งเรื่องเข้าทางบล็อก และจะต้องรอให้บรรณาธิการอนุมัติให้บล็อกเผยแพร่ก่อน บล็อกถึงจะแสดงผลในเว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งจะแตกต่างจากบล็อกส่วนตัวที่จะให้แสดงผลได้ทันที
          ผู้เขียนบล็อกในปัจจุบันจะใช้งานบล็อกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไม่ว่า ติดตั้งซอฟต์แวร์ของตัวเอง หรือใช้งานบล็อกผ่านทางเว็บไซต์ที่ให้บริการบล็อก ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ในด้าน HTML หรือการทำเว็บไซต์แต่อย่างใด ทำให้ผู้เขียนบล็อกสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ในการบริหารจัดการ เพิ่มเติม ข้อมูลและสารสนเทศแทนได้ นอกจากนี้ระบบการจัดการบล็อกจะสนับสนุน ระบบ WYSIWYG ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเขียน และอาจเพิ่มเติมการมีเทมเพลตในหลายแบบให้เลือกใช้
          สำหรับผู้อ่านบล็อกจะใช้งานได้ในลักษณะเหมือนอ่านเว็บไซต์ทั่วไป และสามารถแสดงความเห็นได้ในส่วนท้ายของแต่ละบล็อกโดยอาจจะต้องผ่านการลงทะเบียนในบางบล็อก นอกจากนี้ผู้อ่านบล็อกสามารถอ่านบล็อกได้ผ่านระบบฟีด (Feed) ซึ่งมีให้บริการในบล็อกทั่วไป ทำให้ผู้ใช้สามารถอ่านบล็อกได้โดยตรงผ่านโปรแกรมตัวอื่นโดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาสู่หน้าบล็อกนั้น
เขียนBlog เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ นำเสนอสิ่งที่ตนเองรู้ หรือสิ่งที่ตนเองสนใจ เพื่อแบ่งปันให้กับผู้อื่น
สร้างBlog ทำเป็นเว็บไซด์เพื่อใช้ในการโปรโมทธุรกิจ ร้านค้า บริการต่างๆ
ใช้Blog ในการทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ (E-Commerce)
- นอกจากนี้ Blog ยังเป็นช่องทางหนึ่งที่นิยมใช้กับเพื่อหารายได้จาก Internet Marketing
- มีอิสระที่จะนำเสนอสิ่งต่างๆ (ที่ไม่ไปก้าวล่วงบุคคลอื่น และไม่ผิดกฎกติกาของผู้ให้บริการ Blog)
- เปิดโอกาสให้เจ้าของ Blog ได้รับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าชมและโต้ตอบกลับได้อย่างอิสระ
- ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านภาษาโปรแกรมต่างๆ
- หากพอมีความรู้ด้านภาษาเว็บพื้นฐาน (HTML) จะสามารถช่วยทำให้เข้าไปแก้ไข Source Code ได้
เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบ Template ของ Blog ตามต้องการ
- สามารถใช้ Blog ในการทำธุรกิจหารายได้ จากการโปรโมทสินค้าหรือบริการ
- สามารถใช้สร้างเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้
ใช้งานได้ฟรี!! ไม่เสียค่าใช้จ่าย (ยกเว้นต้องการจด Domain Name เป็น .com .net .org .info)
- มี Template ให้เลือกใช้มากมาย (ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน)
- Server มีความเสถียรสูง ปัญหาในด้านความช้า หรือ Server ล่ม พบน้อยมาก

ข้อเสีย

ที่มา http://www.resumenewbie.com/blog/


- ฟังก์ชั่นและลูกเล่นต่างๆ ยังมีน้อยหากเทียบกับเว็บไซด์ที่สร้างเองหรือเว็บไซด์สำเร็จรูป
- แม้มีรูปแบบ Template ให้เลือกใช้มากมายแต่โครงสร้างเว็บก็ยังคงค่อนข้างตายตัว
- เนื่องจากเป็นบริการให้ใช้ฟรี หากเราทำผิดกฎของผู้ให้บริการ Blog เราจะถูกแบน และมีโอกาส
ถูกลบ Blog ได้ (แต่ถ้าไม่ได้ทำผิดกฎอะไร ก็อยู่ได้อย่างยาวนานจนกว่าผู้บริการจะเลิกให้บริการ)
ข้อมูลจาก : Bloggang.com
รวบรวมและเรียบเรียงโดย : นายศรัณย์ กีรติพงศธร
รวบรวมและเรียบเรียงโดย : นายศรัณย์ กีรติพงศธร


 ประโยชน์ของ web blog
ที่มา http://blogosphere.amnuaysilpa.ac.th/sample-page/

               Blog มีไว้เพื่อตอบสนองตัณหาของเจ้าของ blog ถึงแม้ว่า blog จะมีลักษณะหน้าตาคล้ายกัน แต่ blog แต่ละแห่งจะมีบุคลิกเฉพาะตัว แตกต่างกันไปเหมือนบุคลิก บาง blog แค่เล่าเรื่องชีวิตประจำวัน บาง blog เกาะติดข่าว บาง blog คุยเรื่องการเมืองหรือปรัชญา จงนั้นอาจแบ่งประโยชน์ได้หลายแบบด้วยกัน ซึ่งอาจจะแจกแจงได้ดังนี้
          1.เปิดตัวเองให้โลกรู้ เรื่องของ blog มักเป็นเรื่องราวของเจ้าของ blog เป็นการเล่าประสบการณ์หรือความคิดของเจ้าของ เป็นการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกของเจ้าของ blog เป็นการระบายความเคลียดอีกทางหนึ่ง
          2.ทันข่าวทันเหตุการณ์ ประสบการณ์บางคนก็เป็นข่าวเห็นอีกหลายคนได้ ข่าวจาก blog หลายแห่งเป็นข่าววงใน บางคนเล่าเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุที่เจอมา หลาย blog พูดถึงแนวโน้มหรือความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ
          3. กลั่นกรองข้อมูล blog บาง blog จะมีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำลง blog ทำให้ผู้อ่าน blog ไม่ต้องเสียเวลาในการกลั่นกรองข้อมูล เพราะมีการนำเสนอข้อมูลหรือมีไกด์ในการท่องเว็บ
          4. รายงานการท่องเว็บ เป็นวัตถุประสงค์หลักที่เป็นต้นกำเนิดของการทำ blog หลาย blog มีการลิงก์ไปยังเว็บที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน blog ซึ่งเป็นการแนะนำว่าเว็บไหนดีก็ไปที่เว็บนั้น
          5. การแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นความในใจของเรื่องต่างๆ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ หรือการบ่นที่ทุกคนมีอยู่ในใจ การทำ blog เป็นช่องทางถ่ายทอดความคิดเห็นให้คนอื่นรับรู้
          6. ถ่ายทอดประสบการณ์ หรือไดอะรี่ออนไลน์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวัน หรือเป็นการเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยว
          7. โน้มน้าวใจผู้อ่าน ลักษณะนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แต่กรณีแบบนี้เป็นการขายความคิด อย่าง blog สำหรับคอการเมืองอาจจะมีฝ่ายซ้าย - ฝ่ายขวา,สายเหยี่ยว ­- สายพิราบ จะพบว่าเนื้อหาจะเป็นการโพสต์โจมตีฝ่ายตรงข้าม แล้วก็สนับสนุนแนวความคิดของตนเอง


ที่มา
เขียนโดย : พ.ท.รศ.ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ / น.ส. วรรณวิมล ตัณฑเกียรติ